เครื่องช่วยฟัง คือ เครื่องขยายเสียงขนาดเล็กที่สามารถใส่ติดไว้ที่หู เพื่อทำหน้าที่ขยายเสียงพูดและเสียงจากสิ่งเเวดล้อมภายนอก ทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงดังขึ้น เครื่องช่วยฟังถือเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

เมื่อไรถึงจะใช้เครื่องช่วยฟัง ? 
     
1.ผู้ป่วยที่สูญเสียการได้ยินซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการให้ยาหรือการผ่าตัด

2.การสูญเสียการได้ยินนั้นมีผลกระทบต่อการสื่อความหมายด้วยการฟังและการพูด

3.การสูญเสียการได้ยินที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการทางภาษาและการพูดในเด็ก

4.ผู้ป่วยสูญเสียการได้ยินจากโรคหูที่อาจได้รับประโยชน์จากการผ่าตัด แต่มีข้อห้ามในการผ่าตัดหรือปฏิเสธการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคหูนั้นๆ เช่น เป็นโรคหัวใจ เหลือการได้ยินเพียงข้างเดียว อีกข้างหนึ่งหูหนวก เป็นต้น

การเลือกเครื่องช่วยฟังต้องดูอะไรบ้าง ? 

1) ประเภทและระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการเลือกกำลังขยายของเครื่องช่วยฟังเพื่อให้เหมาะสมกับระดับการได้ยินของผู้ป่วย
2) อายุ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นอาจมีปัญหาของกล้ามเนื้อมือซึ่งมักจะอ่อนแรงหรือเกิดอาการสั่น หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น ทำให้มีความลำบากในการหยิบจับ การปรับปุ่มต่างๆ ของเครื่องช่วยฟัง ส่วนการเลือกเครื่องช่วยฟังในเด็กนั้นจะมีข้อ จำกัดในการเลือกชนิดของเครื่องช่วยฟัง เนื่องจากสภาพการเจริญเติบโตของช่องหู ดังนั้นในเด็กที่มีอายุน้อยกว่านี้ควรใส่เครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังใบหูเพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนพิมพ์หูเมื่อมีขนาดของช่องหูใหญ่ขึ้น 
3) อาชีพอาชีพเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาในการเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับผู้ป่วย เช่น ในผู้ป่วยบางรายที่ประกอบอาชีพที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารหรือพบปะผู้คนในสังคม อาจมีความต้องการใช้เครื่องช่วยฟังที่มีขนาดเล็กและผู้อื่นมองเห็นไม่ชัดเจน เพื่อภาพลักษณ์ทางสังคม 
4) รูปแบบของเครื่องช่วยฟังและความสะดวกในการใช้งานรูปแบบของเครื่องช่วยฟัง และความสะดวกในการใช้งาน ขึ้นอยู่กับความต้องการและรูปแบบการใช้งานของผู้ป่วย 
5) งบประมาณเครื่องช่วยฟังมีราคาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเครื่องช่วยฟัง ซึ่งการเลือกเครื่องช่วยฟัง ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณของผู้ป่วยและความจำเป็นในการใช้งาน 
6) บริการหลังการขายเครื่องช่วยฟังในปัจจุบันมีด้วยกันหลายยี่ห้อและหลายบริษัท ฉะนั้นการบริการหลังการขายจึงเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจเลือกเครื่องช่วยฟัง เพราะเครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่ต้องการผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการซ่อมแซมเมื่อเครื่องช่วยฟังมีปัญหา 

ควรปรับตัวกับการใช้เครื่องช่วยฟังอย่างไร ?

การเริ่มใส่ในผู้ใหญ่

เริ่มใส่ในช่วงเวลาสั้นๆ วันละหลายๆ ครั้งและค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการใช้นานขึ้นจนใส่ได้ทั้งวัน

  • ในช่วงแรก หากรู้สึกล้า ให้ถอดเครื่องออก

  • ควรฝึกการฟังเสียงที่เงียบในบ้านและเปิดเสียงเบาๆ ก่อน

  • คุยกับคนๆ เดียวในที่เงียบ และขยายไปที่ที่มีเสียงรบกวนบ้าง จากนั้นเริ่มฝึกฟังและพูดคุยกับคนหลายๆ คน

  • การดูโทรทัศน์ แนะนำให้ดูข่าวก่อน เนื่องจากพิธีกรจะพูดเสียงระดับเดียว ฟังง่าย

  • ฝึกฟังเสียงภายนอกโดยเริ่มจากที่เงียบๆ ก่อน และค่อยๆ ขยายไปที่ที่ดังขึ้น โดยลดระดับความดังลง การใส่เครื่องช่วยฟังในระยะแรกๆ นั้นอาจจะยังแยกเสียงไม่ได้ดีนัก ต้องอาศัยการฝึกฟังบ่อยๆ เพื่อให้เกิดการปรับตัวและความคุ้นเคยต่อเสียงที่ขยายผ่านเครื่องช่วยฟัง ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทน เมื่อคุ้นเคยแล้วจะทำให้ ท่านมีความสุขในการฟังเสียงจากเครื่องช่วยฟัง

  • ฝึกปรับตัวกับเสียงในสิ่งแวดล้อม หมุนเปลี่ยนระดับความดังเมื่อจำเป็นเท่านั้น ควรใช้ระดับความดังเสียงปกติที่ตั้งไว้

  • เมื่อไปในที่ที่มีเสียงดังมากๆ รู้สึกทนไม่ไหว ให้ถอดเครื่องเก็บ

  • ฝึกฟังแยกแยะเสียงที่คล้ายกัน เช่น ฟัน-ดัน , กบ-ขบ เป็นต้น ซึ่งอาจใช้การอ่านปากช่วย

  • หากมีปัญหาให้รีบมาพบนักแก้ไขการได้ยิน

  • อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ให้ฝึกปรับตัวตามคำแนะนำต่อไป

การเริ่มใส่ในเด็ก
ควรเริ่มในขณะที่เด็กอารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด อาจเป็นช่วงที่เด็กกำลังเล่นเพลินกับกิจกรรมที่ชื่นชอบ โดยเริ่มตามลำดับ ดังนี้

  • สัปดาห์ที่ 1 : เปิดเสียงที่ระดับความดังต่ำๆ ก่อน ใส่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ อาจจะ 20-30 นาที ในขณะที่เด็กเล่นหรือดู ทีวีเพลินๆ (ระยะนี้ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด) 

  • สัปดาห์ที่ 2 : เพิ่มความดังขึ้นเล็กน้อยและเพิ่มระยะเวลาในการใส่นานขึ้น อาจเป็น 1 หรือ 2 ชม. (สังเกตดูปฏิกิริยา ของเด็กด้วย) กระตุ้นให้เด็กฟังเสียงสภาพแวดล้อมต่างๆ ภายในบ้าน 

  • สัปดาห์ที่ 3 : ปรับระดับความดังให้พอดี เพิ่มระยะเวลาการใส่ให้นานขึ้น อาจเป็น 2-3 ชม. (หรือนานเท่าที่เด็กรับ ได้) และกระตุ้นให้เด็กออกเสียงพูด หลังจากนี้ให้ค่อยๆ เพิ่มเวลาการใส่เครื่องช่วยฟังให้ได้นานขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวัน ละ 6 ชม. เป็นอย่างน้อย และพยายามฝึกสอนให้เด็กออกเสียงพูด การใส่เครื่องช่วยฟังนั้น ไม่ได้ทำให้เด็กพูดได้ทันทีที่ใส่ เด็กจะต้องได้รับการฝึกสอนการพูด ทั้งการฝึกฟังเสียงแยก เสียงและออกเสียงพูด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและความอดทน

เราจะสื่อสารกับคนที่สูญเสียการได้ยินอย่างไร ?

  • ควรอยู่ห่างจากผู้ใช้เครื่องช่วยฟัง 3 – 6 ฟุต หันหน้าให้ตรงกัน และให้มีแสงสว่างบนใบหน้าของผู้พูดเพียงพอ แสงไฟไม่ ส่องเข้าตาคนไข้ ผู้พูดอยู่ในตำแหน่งที่คนไข้สามารถมองเห็นใบหน้าและปากของผู้พูดได้อย่างชัดเจน

  • ให้พูดตรงหน้าคนไข้ให้คนไข้เห็นหน้า อย่าพูดตรงข้างหูคนไข้  

  • อย่าให้อะไรมาบดบังใบหน้า ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการสังเกตสีหน้าและการอ่านปากของคนไข้ เช่น แว่นตา บุหรี่

  • เรียกชื่อคนไข้ก่อนที่จะคุยกับเขา เพื่อให้เขาสนใจในตัวผู้พูด

  • พูดเสียงดังระดับปกติ พูดให้ชัดเจนด้วยความเร็วที่ช้ากว่าปกติ พูดประโยคสั้นๆ และหยุดระหว่างประโยค เพื่อให้คนไข้จับใจความสำคัญของบทสนทนาได้ 

  • ใช้ภาษาง่ายๆ ถ้าคนไข้ไม่เข้าใจ ควรพูดประโยคนั้นซ้ำ เปลี่ยนคำให้ง่ายขึ้น 

  • ขณะสนทนากับคนไข้ อย่าตะโกน เนื่องจากจะทำให้เสียงที่ผ่านเครื่องช่วยฟังเข้าไปในหูคนไข้ผิดเพี้ยน

  • หากมีบางคำในประโยคที่ออกเสียงคล้ายกัน ให้พูดคำนั้นซ้ำ เน้นที่คำนั้นโดยไม่ต้องให้คนไข้ร้องขอให้พูดซ้ำ

  • หลีกเลี่ยงการสนทนาในที่ที่มีเสียงรบกวน เช่น เสียงโทรทัศน์ หรือ วิทยุ เพราะเสียงรบกวนจะทำให้คนไข้ฟังลำบาก ให้ชวนคนไข้ไปคุยในที่เงียบ และปิดแหล่งกำเนิดเสียงรบกวนทั้งหลายก่อนเสมอ

  • บอกคนไข้ถึงหัวข้อที่กำลังสนทนาและเตือนคนไข้ให้รู้เมื่อมีการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

  • หากไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ป่วยพูดให้ถามผู้ป่วย

ทัศนคติสำคัญกับการใส่เครื่องช่วยฟังอย่างไร ?

ทัศนคติเกี่ยวกับการสูญเสียการได้ยินและเครื่องช่วยฟังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เป็นการยากที่จะยอมรับความ
จริงที่ว่ามีการสูญเสียการได้ยินเกิดขึ้น ควรบอกกับครอบครัวและเพื่อนว่าท่านมีการสูญเสียการได้ยิน เพื่อให้การสนทนาของบุคคลเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการมองและการเข้าใจมากขึ้น ไม่ควรจะรู้สึกอับอายและซ่อนเครื่องช่วยฟังไว้ ให้คิดในแง่บวกเข้าไว้ 

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://www.audimed.co.th/knowledge.php?id=9